ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

Mar 27

ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

บทความแนะนำจาก INCquity วิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

วันที่เขียน 06/01/2006  วันที่ตีพิมพ์ 06/01/2006 บันทึกบทความเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin


ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ = ยอดขายสุทธิ / ลูกหนี้เฉลี่ย



วิดีโอ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

TraderDesignเทรดเลี้ยงชีพ : เตรียมตัวก่อนออกมาเป็น เทรดเดอร์อาชีพFullTimeTrader เทรดForexหุ้นStock

อ่านเกี่ยวกับ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

โดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะหยิบยกเรื่องของกำไร - ขาดทุนมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในอนาคตอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้วมีอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีไม่แำพ้กันนั่นก็ึิืคือ วิธีการหาค่าผลตอบแทนต่อยอดขายหรือที่เรียกว่า Net Profit Margin ซึ่งจัดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือวิศวกรรมทางการเงินดีๆที่จะช่วยตอบคำถามได้ว่าธุรกิจของคุณในขณะนี้มีสภาพการเงินเป็นอย่างไร โดยข้อดีของวิธีการนี้ก็คือผู้ประกอบการจะสามารถทราบได้ทันทีว่ากิจการที่คุณกำลังทำอยู่ในขณะนี้นั้นมีำกำไรสุทธิคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับยอดขาย ณ ปัจจุบัน โดยวิธีการหาค่ามีขั้นตอนดังนี้

ตัวแปรสำคัญ คือ กำไรสุทธิหลังหักภาษี และยอดขายรวมทั้งหมด

เริ่มจากผู้ประกอบการจะต้องไปทำการรวบรวมข้อมูลตัวแปรทั้ง 2 อย่างต่อไปนี้ก่อน คือ กำไรสุทธิหลังจากหักภาษีออกแล้ว และยอดขายรวมทั้งหมดที่ได้มาจากการขายสินค้า พอได้ข้อมูลทั้ง 2 อย่างมาแล้วจึงค่อยมาเริ่มคำนวณหาค่ากัน โดยเริ่มจากการนำกำไรสุทธิหลังหักภาษีมาคูณด้วยหนึ่งร้อย ผลที่ได้ออกมาให้นำมาหารด้วยจำนวนของยอดขายอีกหนึ่งครั้งจึงจะได้ผลลัพธ์ในขั้นสุดท้าย ซึ่งจะนำมาใช้ในการเปรียบเทียบพิจารณาว่าธุรกิจที่ทำอยู่มีผลกำไรที่คุ้มค่าหรือไม่ โดยทฤษฏีดังกล่าวมีค่าสมการ ดังนี้

ซึ่งหากผลลัพธ์ในขั้นตอนสุดท้ายออกมาเป็นค่าบวกนั่นเท่ากับว่าธุรกิจที่คุณกำลังทำอยู่มีผลงานการดำเนินงานที่มีกำไรสุทธิสะสมอยู่ และหากยิ่งบวกมากขึ้นเท่าไหร่นั่นหมายถึงธุรกิจของผู้ประกอบการก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าหากผลลัพธ์ที่ออกมามีค่าติดลบนั่นจะเท่ากับธุรกิจของผู้ประกอบการกำลังประสบปัญหาขาดทุนอยู่นั่นเอง

แต่ทั้งนี้หากค่าของผลลัพธ์ที่ได้มามีมากกว่าร้อยละ 10 ซึ่งมากกว่าร้อยละอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประจำ นั่นเป็นสัญญาณส่งเสริมให้ผู้ประกอบการควรที่จะลงทุนในกิจการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

ธุรกิจของคุณประจักษ์ต้องการคำนวณหาผลตอบแทนต่อยอดขายสินค้าของกิจการตนเอง โดยกิจการของคุณประจักษ์มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 85,000 บาท มียอดขายรวมอยู่ที่ 1,200,000 บาท สามารถคำนวณหาค่าตอบแทนต่อยอดขายโดยแทนที่ด้วยสูตรสมการดังต่อไปนี้

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ 7.083 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่ปิดตัวในแดนบวกแสดงว่าธุรกิจมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ร้อยละ 7.083 ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีต่อการทำธุรกิจของคุณประจักษ์อย่างมาก เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมดมีผลกำไรมาโดยตลอด แต่ทั้งนี้ค่าที่ได้ออกมายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ จึงขอแนะนำว่าคุณประจักษ์ไม่จำเป็นที่ต้องลงทุนเพิ่มอีก เพราะถึงแม้ธุรกิจจะมีผลกำไรก็จริง แต่ร้อยละที่ได้มามันมีค่าที่น้อยเกินและอาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพิ่มนัก

ผลตอบแทนต่อยอดขายเป็นดัชนีชี้วัดที่ช่วยแจ้งให้ผู้ประกอบการได้รับทราบว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีความคุ้มค่ามากขนาดไหน ซึ่งคนที่ทำมาค้าขายทุกคนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเวลาที่สูญเสียไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่ามันคือความหายนะทางธุรกิจที่มิอาจจะประเมินค่าได้ แถมยังเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกด้วย

บทความแนะนำจาก INCquity วิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

Source: http://www.mop-bkc.com/articleDetail.asp?id=54


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

TraderDesignเทรดเลี้ยงชีพ : เตรียมตัวก่อนออกมาเป็น เทรดเดอร์อาชีพFullTimeTrader เทรดForexหุ้นStock

วิดีโอ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ



ผลตอบแทนต่อยอดขายเป็นดัชนีชี้วัดที่ช่วยแจ้งให้ผู้ประกอบการได้รับทราบว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีความคุ้มค่ามากขนาดไหน ซึ่งคนที่ทำมาค้าขายทุกคนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเวลาที่สูญเสียไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่ามันคือความหายนะทางธุรกิจที่มิอาจจะประเมินค่าได้ แถมยังเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกด้วย

ถ้าทำตามนี้การจ่ายโบนัสก็จะไม่มีปัญหา การจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นสิ่งที่ดีที่บริษัทควรทำ แต่ต้องย้ำว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะจ่ายมากหรือน้อยก็ได้ ไม่ใช่อยู่กับการพิจารณาของพนักงาน เพื่อให้โบนัสที่จ่ายออกไปเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับพนักงาน เพราะได้รับสิ่งที่บริษัทมอบให้ด้วยความรัก ทั้งๆ ที่บริษัทมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ก็ได้

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปกิจการจะไม่เปิดเผยยอดขายเชื่อสุทธิใน งบการเงิน  ในทางปฏิบัติเราจึงใช้ยอดขายสุทธิเป็นตัวตั้งแทน ดังนั้น



การแบ่งกำไร (Profit Sharing)

มีวิธีการหรือหลักคิดการบริหารของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งพอจะแยกแยะได้ดังต่อไปนี้

ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ก่อตั้ง ประเภทที่ 1 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจทุกอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างตนเองจะต้องรับรู้ ถ้าไม่รับรู้ก็จะเป็นเรื่อง ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะเป็นแค่คนรับนโยบาย รับคำสั่ง การเสนอความคิดจากผู้บริหารมีน้อยมาก จะรับฟังหรือเห็นด้วยเฉพาะความคิดที่ตนเองคิดอยู่แล้ว ถ้าความคิดที่ตนเองไม่เคยคิดก็จะไม่รับฟัง ไม่รับไปเป็นแนวปฏิบัติ ประเภทที่ 2 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางขององค์กร แต่นอกจากนั้นก็ยังเข้าถึงงาน เข้าถึงผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เข้าใจงานเข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ มุ่งหวังความ เจริญขององค์กรมากกว่าความเจริญรุ่งเรืองของตน ประเภทที่ 3 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางเท่าที่จำเป็น มอบหมายกระจายการบริหารให้ลงไปในแต่ละระดับตามความเหมาะสม เข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ เอาใจผู้ใต้บังคับบัญชามาใส่ใจตน ใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาประสบความสำเร็จในงานของเขา และมีความเจริญก้าวหน้าในงานพร้อมกับตน ประเภทที่ 4 ยกตนเองให้เหนือกว่าจากผู้ใต้บังคับบัญชา มอบความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าคนไหนทำตามเป้าหมาย ความต้องการหรือถูกใจก็จะให้รางวัล คนไหนไม่ได้เป้า ทำไม่ตรงตามความต้องการหรือไม่ถูกใจก็จะให้โทษแก่ผู้นั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาคือผู้ที่ต้องทำตาม คำสั่งของตนแต่เพียงผู้เดียว ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนในความเจริญก้าวหน้าหรือมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท ความเจริญก้าวหน้าคือรางวัลหรือเปอร์เซ็นต์จากผลกำไรที่ทำได้ในแต่ละปี *** รางวัลที่ได้ยังมีอยู่ 2 ประเภท คือ 1) ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นหมู่คณะ    2) ให้เฉพาะตัวหัวหน้าใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ประเภทที่ 5 แยกตนเองออกมาจากผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใกล้ชิดคลุกคลีกับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเลือกคลุกคลีเฉพาะคนที่ชอบนิสัย ชอบคนที่ชอบอะไรคล้ายตน หรือร่วมงานก็เฉพาะในงาน แต่ไม่ค่อยร่วมในกิจกรรมอื่นๆ นอกงาน ใช้ชีวิตส่วนตัวโดยไม่ยอมให้เกี่ยวกับงานถ้าไม่จำเป็น มีความ สนใจนอกงานของบริษัทมาก หวังให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนโดยไม่ค่อยคิดถึงเรื่องแรงจูงใจอื่นๆ เช่นเรื่องขวัญ กำลังใจ ความเจริญก้าวหน้า ความมีหน้ามีตาของผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ และมองผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนละระดับกับตน

ผู้บริหารระดับสูงมีอาชีพที่ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของจ้างมาบริหาร ประเภทที่ 1 บุคลิกดี พูดเก่ง และเน้นการทำให้ถึงเป้าหมายที่ได้รับปากกับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น มุ่งความสำเร็จของตนเองมากเพราะหมายถึง รายได้ และเงินรางวัล ค่าตอบแทนที่ตนจะได้รับ เตรียมสร้างผลงานในเชิงตัวเลขไว้ให้ดีเผื่อว่าจะมีคนอื่นมาจ้างไปทำงานที่ใหญ่กว่าและได้ผลตอบแทนมากกว่า ประเภทที่ 2 มีความเชื่อว่า ทำงานที่ใดต้องทำให้ที่นั่นเจริญก้าวหน้าได้ ต้องการพิสูจน์ตัวเอง หรือแสดงผลงานมากกว่าเรื่องของรายได้หรือความเจริญก้าวหน้า ประเภทที่ 3 มีความเชื่อว่าทำงานที่ไหนต้องดูแลเสมือนว่าตนเองเป็นเจ้าของกิจการ ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท แต่ไม่ค่อยเน้นความเจริญเติบโตของบริษัท เพราะค่อนข้างกลัวความเสี่ยงซึ่งเกิดจากความเจริญเติบโต สามารถแยกแยะผลประโยชน์ของตนเองกับประโยชน์ของบริษัทค่อนข้างชัดเจน บางคนอาจจะนึกว่าพูดจาเหมือนเป็นเจ้าของบริษัท และมักจะโดนเพื่อนล้อ

ในหัวข้อนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ก่อตั้ง กลุ่มที่ชอบใช้วิธีแบ่งผลประโยชน์ให้กับผู้บริหาร คือถ้าทำกำไรได้เท่าไรก็แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ให้

เจ้าของกิจการเหล่านี้เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง หรือไม่ก็เป็นคนที่ชอบสบายๆ (ใช้เงินทำงาน) เป็นคนที่คิดลบและไม่ชอบเข้าสังคมต่างระดับ และไม่เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม ไม่เห็นความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ให้การแบ่งผลประโยชน์กับผู้บริหารระดับสูง (CEO) เพียงอย่างเดียว ที่ผมคิดเช่นนี้เพราะในบริษัทที่มีคนเป็นจำนวนมาก มีผู้บริหารมากมายหลายคน การที่มอบผลประโยชน์ให้กับคนๆเดียวที่มากกว่าหรือแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนนั้น ไม่ได้สร้างความสามัคคีแก่บริษัท ไม่สร้าง Team Spirit เพราะงานในบริษัทที่มีผู้บริหารหลายคน ไม่มีผู้บริหารคนใดจะคิดหรอกว่าทั้งบริษัทมีคนที่เก่งหรือทำงานอยู่คนเดียวก็คือ ผู้บริหารระดับสูงหรือ CEO คนเดียวเท่านั้น ผู้บริหารส่วนใหญ่ย่อมรู้สึกว่าตนเองมีส่วนในการสร้างผลงานกันทั้งนั้น แต่การที่ผลประโยชน์นั้นตกอยู่กับ CEO เพียงคนเดียว ความรู้สึกอยากจะร่วมมือจะมีมากขึ้นได้อย่างไร ? ความรู้สึกที่อยากจะช่วยคิด ช่วยเฝ้าระวังเรื่องต่างๆ ให้บริษัทจะมีมากขึ้นหรือน้อยลง ?

การบริหารบริษัทที่มีคนมาก การยอมรับผู้บริหาร การสร้าง Team Spirit มีความสำคัญมาก Team Spirit มักไม่ออกมาเป็นรูปธรรม แต่คนที่เข้าใจคนจะรู้สึกได้โดยการสังเกตพฤติกรรมและผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของ CEO ยิ่งถ้า CEO ผู้นั้นเป็นคนที่นิสัยไม่ค่อยดีด้วย ก็จะสร้างความระส่ำระสาย ความเกลียดชัง ความท้อแท้ ความไม่รักองค์กรให้เกิดขึ้นในบริษัทด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ การสัญญาเรื่อง Bonus ว่าจะให้กี่เดือน หรือสัญญาว่าจะให้ Bonus เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไรขององค์กร

การให้โบนัสผมเห็นว่าเป็นเรื่องสิทธิของโบนัสว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ เรื่องนี้ต้องชี้ให้ชัดเจนกับพนักงานเพื่อให้พนักงานไม่เกิดการคาดหวัง หรือถือเอาโบนัสเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประจำ การประชาสัมพันธ์ให้พนักงานรับรู้อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ฝ่ายจัดการจะมีความอยากจะให้โบนัสมากๆ แก่พนักงาน ก็รับปากไม่ได้และยังต้องย้ำเสมอว่า โบนัสมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน และไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าไปผูกโบนัสกับผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เวลากำไรมากขึ้นก็ไม่มีปัญหา แต่เวลากำไรลดหรือขาดทุน พนักงานก็จะถามว่ากำไรหายไปไหน ใครเอาไปซ่อนไว้หรือเปล่า ผู้บริหารทำงานไม่ถูกต้องก่อให้เกิดผลเสียหาย หรือมีการใช้จ่ายในบริษัทเกินความจำเป็นหรือเปล่า

เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะก่อให้เกิดการ Strike ได้ ผู้บริหารระดับสูงเป็นจำนวนมากที่เวลาพูดหรือตัดสินใจไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงผลที่จะตามมา หรือที่ว่า Worst case scenario ก็อาจจะเกิดสถานการณ์แบบนี้ในบริษัทที่ตนรับผิดชอบ

การรับปากเรื่องโบนัสจะทำได้อยู่กรณีนี้ก็คือ ถ้าบริษัททำยอดขายได้ตามเป้า และทำกำไรได้ตามเป้าหมาย บริษัทก็จะจ่ายโบนัสเป็นจำนวนเท่ากับกี่เท่าของเงินเดือน และจำนวนเงินที่จะจ่ายโบนัสก็สำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายแล้วตั้งแต่ต้นปี

ถ้าทำตามนี้การจ่ายโบนัสก็จะไม่มีปัญหา การจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นสิ่งที่ดีที่บริษัทควรทำ แต่ต้องย้ำว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะจ่ายมากหรือน้อยก็ได้ ไม่ใช่อยู่กับการพิจารณาของพนักงาน เพื่อให้โบนัสที่จ่ายออกไปเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับพนักงาน เพราะได้รับสิ่งที่บริษัทมอบให้ด้วยความรัก ทั้งๆ ที่บริษัทมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ก็ได้

วันที่เขียน 06/01/2006  วันที่ตีพิมพ์ 06/01/2006 บันทึกบทความเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin

Source: http://incquity.com/articles/money-talk/calculate-net-profit-margin